สถาบันพระมหากษัตริย์ไทยตามรัฐธรรมนูญ

ปรับปรุงโดย:  วายุ วันเสาร์ที่  ๒๖  กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๑

เนื่องในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองสิริราชสมบัติมายาวนานถึง ๖๐ปี ในวันที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๔๙ ซึ่งเป็นเวลานานกว่ากษัตริย์หรือพระราชาธิบดีประเทศใด ๆ รัฐบาลไทยและปวงชนชาวไทยซึ่งมีความจงรักภักดีอย่างสูงสุดต่อองค์พระประมุขของชาติ ก็ได้ร่วมกันแสดงความยินดีโดยจัดพิธีเฉลิมพระเกียรติเนื่องในวันอันสำคัญยิ่งของปวงชนชาวไทยอย่างยิ่งใหญ่ และนับได้ว่าเป็นวันแห่งประวัติศาสตร์ของชาติไทย รวมทั้งได้มีพระ ราชอาคันตุกะ ๒๕ ประเทศจากทั่วโลกเข้าร่วมเฉลิมพระเกียรติดังกล่าวด้วย

ดังนั้น เนื่องในโอกาสที่เป็นมงคลยิ่งนี้ จึงขอนำความรู้ทางกฏหมายรัฐธรรมนูญในเรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์ไทยตามรัฐธรรมนูญมาแสดง ต่อท่านผู้อ่านดังต่อไปนี้

ประมุขของรัฐที่เป็นพระมหากษัตริย์ในประเทศต่าง ๆ จะเรียกชื่อแตกต่างกัน เช่น "กษัตริย์" (King) เช่น ไทย หรือ อังกฤษ (King หรือ Queen) สวีเดน "จักรพรรดิ" (Emperor) เช่น ญี่ปุ่น หรืออดีตจักรพรรดิไฮเลเซลาซซีของเอธิโอเปีย หรือ "ราชาธิบดี" (Sovereign) เช่น มาเลเซีย เป็นต้น ฯลฯ

๑. สถานะของพระมหากษัตริย์ในประเทศต่าง ๆ

สถานะของพระมหากษัตริย์ในประเทศต่าง ๆ อาจจำแนกได้ ๓ ประเภท คือ

๑. ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ (Absolute Monarchy) ซึ่งพระมหากษัตริย์จะเป็นพระประมุขที่มีฐานะเป็นรัฏฐาธิปัตย์ (Sovereign) กล่าวคือ ทรงใช้อำนาจนิติบัญญัติบริหารและตุลาการด้วยพระองค์เอง พระมหากษัตริย์ของประเทศไทยก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครองปี พ.ศ. ๒๔๗๕ ก็เป็นพระมหากษัตริย์ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ดังนั้นกฏหมายที่เคยประกาศใช้ในสมัยดังกล่าวปัจจุบันจึงยังคงใช้บังคับเป็นกฏหมายจนกระทั่งปัจจุบัน เช่น พระราชบัญญัติกฏอัยการศึก พ.ศ. ๒๔๕๗ พระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ. ๒๔๕๗ พระราชบัญญัติ ศุลาการ พ.ศ. ๒๔๖๙ พระราชบัญญัติส่งผู้ร้ายข้ามแดน พ.ศ. ๒๔๗๓ เป็นต้น ฯลฯ และประกาศพระบรมราชโองการในเรื่องการพระราชทานที่ดินแก่ ผู้หนึ่งผู้ใดมีลักษณะเช่นเดียวกันกับกฏหมายสามารถใชับังคับได้จนกระทั่งปัจจุบัน และบุคคลผู้นั้นมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินโดยไม่ต้องไปดำเนินการ จดทะเบียนกับเจ้าพนักงานที่ดินเหมือนกับการได้ที่ดินมาโดยกระทำนิติกรรม เช่น การซื้อขายที่ดินทั่ว ๆ ไป

๒. ในระบอบปรมิตาญาสิทธิราชย์ (Limited Monarchy) โดยพระมหากษัตริย์ทรงมีพระราชอำนาจเหมือนระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เว้นแต่ที่ถูกจำกัดโดยรัฐธรรมนูญ เช่น การตรากฏหมาย การจัดการงบประมาณต้องผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา การพิจารณา พิพากษาคดีเป็นอำนาจของตุลาการ ส่วนอำนาจบริหารอื่น ๆ เป็นของกษัตริย์เช่นเดิมเช่นการแต่งตั้ง ถอดถอนนายกรัฐมนตรี ประเทศที่ใช้การปกครองแบบนี้ก็เช่น ประเทศเอธิโอเปียโดยอดีตจักรพรรดิไฮเลเซลาซซีจักรพรรดิญี่ปุ่นก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง ประเทศในตะวันออกกลาง เช่น ซาอุดีอาระเบีย จอร์แดน และประเทศเนปาลในปัจจุบัน ซึ่งพระมหากษัตริย์ของเนปาลทรงปลดนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี ทรงบัญชาการทหารด้วยพระองค์เอง จึงเกิดความขัดแย้งอย่างรุนแรง ระหว่างประชาชนและรัฐบาลกับพระมหากษัตริย์ดังที่เป็นข่าวมาเมื่อไม่นานนี้ และขณะนี้รัฐบาลเนปาลกำลังดำเนินการจำกัดอำนาจของพระมหากษัตริย์ให้มากยิ่งขึ้น

๓. ในระบอบพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ (Constittion Monarchy) ในระบอบนี้พระมหากษัตริย์จะทรงเป็นพระประมุขของประเทศ การใช้พระราชอำนาจและฐานะอื่น ๆ ของพระมหากษัตริย์จะถูกกำหนดโดยรัฐธรรมนูญ ปัจจุบันพระมหากษัตริย์ประเทศ ต่าง ๆ ในโลกจะเป็นพระมหากษัตริย์ในระบอบนี้เกือบทั้งหมด เช่น ประเทศไทย ญี่ปุ่น อังกฤษ เนเธอร์แลนด์ สวีเดน เดนมาร์ก ฯลฯ

๒. การสืบราชสมบัติของพระมหากษัตริย์ไทย

ตามมาตรา ๒๒ แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ บัญญัติว่า การสืบราชสมบัติให้เป็นไป โดยนัยแห่งกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์พระพุทธศักราช ๒๔๖๗

วิธีการเข้าสู่ตำแหน่งของพระมหากษัตริย์นั้นรัฐธรรมนูญฯ มาตรา ๒๓ บัญญัติว่า

"มาตรา ๒๓ ในกรณีที่ราชบัลลังก์หากว่างลงและเป็นกรณีที่พระมหากษัตริย์ได้ทรงแต่งตั้งพระรัชทายาทไว้ตามกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์พระพุทธศักราช ๒๔๖๗ แล้ว ให้คณะรัฐมนตรีแจ้งให้ประธานรัฐสภาทราบ และให้ประธานรัฐสภาเรียกประชุมรัฐสภาเพื่อรับทราบและให้ประธานรัฐสภาอัญเชิญองค์รัชทายาทขึ้นทรงราชย์เป็นพระมหากษัตริย์สืบไป แล้วให้ประธานรับสภาประกาศให้ประชาชนทราบ

ในกรณีที่ราชบังลังก์หากว่างลงและเป็นกรณีที่พระมหากษัตริย์ได้ทรงแต่งตั้งพระรัชทายาทไว้ตามวรรคหนึ่งให้คณะองคมนตรีเสนอพระนามผู้สืบราชสันตติวงค์ตามมาตรา ๒๒ ต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อเสนอต่อรัฐสภาเพื่อรัฐสภาให้ความเห็นชอบ ในการนี้จะเสนอพระนามพระราชธิดาก็ได้ เมื่อรัฐสภาให้ความเห็นชอบแล้ว ให้ประธานรัฐสภาอัญเชิญองคืผู้สืบราช สันตติวงค์ขึ้นทรงราชย์เป็นพระมหากษัตริย์สืบไป แล้วให้ประธานรัฐสภาประกาศให้ประชาชนทราบ ฯลฯ

สำหรับประเทศต่าง ๆ อาจมีการแต่งตั้งพระมหากษัตริย์แตกต่างกันไป เช่น ประเทศมาเลเซีย การเข้าสู่ตำแหน่งของกษัตริย์ตามรัฐธรรมนูญของประมุขของรัฐ คือ "สมเด็จพระราชาธิบดี" (The Yang DI-Pertuan Agong) ซึ่งได้รับเลือกตั้งจากสุลต่านผู้ครองรัฐต่าง ๆ รวม ๙ รัฐ และอยู่ในตำแหน่ง ๕ ปี เป็นต้น ฯลฯ

๓. การปกครองในระบอบประชาธิปไตยของไทยโดยมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี พ.ศ. ๒๔๗๕ พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช ๒๔๗๕ มาตรา ๓ บัญญัติว่า

"กษัตริย์เป็นประมุขสูงสุดของประเทศ พระราชบัญญัติก็ดี คำวินิจฉัยของศาลก็ดี การอื่น ๆ ซึ่งจะมีบทกฏหมายระบุไว้โดยเฉพาะก็ดี จะต้องกระทำในนามของกษัตริย์

ต่อมา รัฐธรรมนูญของประเทศไทยทุกฉบับได้บัญญัติว่า "ประเทศไทยปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขเท่านั้น"

ดังเช่นรัฐธรรมนูญฯ ๒๕๔๐ ซึ่งเป็นฉบับปัจจุบันก็ได้บัญญัติไว้ในมาตรา ๒ ว่า

"ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข" และมาตรา ๓ บัญญัติว่า

"อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภาคณะรัฐมนตรีและศาลตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้"

โดยที่ประเทศไทยยึดมั่นในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขเท่านั้นดังนั้น บทบัญญัติรัฐธรรมนูญหลายมาตราจึงบัญญัติว่าการจะเปลี่ยนแปลงการปกครองจากการปกครองในระบอบประชาธิปไตยเป็นอย่างอื่น ๆ ที่ไม่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขถือว่าไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เช่น มาตรา ๖๓ วรรคแรก บัญญัติว่า

"บุคคลจะใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐ- ธรรมนูญนี้...มิได้" และมาตรา ๖๖ บัญญัติว่า

"บุคคลมีหน้าที่รักษาไว้ซึ่งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุขตามรัฐธรรมนูญนี้" และมาตรา ๗๑ บัญญัติว่า

"รัฐต้องพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์เอกราช และบูรณาภาพแห่งอาณาเขต"และมาตรา ๗๒ บัญญัติว่า

"รัฐต้องจัดให้มีกำลังทหารไว้เพื่อพิทักษ์รักษาเอกราชความมั่นคงของรัฐ สถาบันพระมหากษัตริย์ ผลประโยชน์ของชาติและการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขและเพื่อการพัฒนาประเทศ"

การที่รัฐธรรมนูญทุกฉบับบัญญัติว่า พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขและทรงใช้อำนาจอธิปไตยทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ดังนั้น ประเทศจึงถวายพระเกียรติแด่พระมหากษัตริย์ในการที่ทรงใช้อำนาจอธิปไตยแทนปวงชนชาวไทย เช่น เรียกกฏหมายว่า "พระราชบัญญัติ พระราชกำหนดพระราชกฤษฎีกา" เรียกฝ่ายบริหารว่า "รัฐบาลในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว" เรียกเจ้าหน้าที่รัฐว่า "ข้าราชการ" เรียกประเทศไทยว่า "ราช-อาณาจักร" และในทางศาล รัฐธนนมนูญ มาตรา ๒๓๓ บัญญัติว่า

"การพิจารณาพิพากษาอรรถคดีเป็นอำนาจของศาลซึ่งต้องดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ ตามกฏหมาย และในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์"

๔. สถานะอื่น ๆ ของพระมหากษัตริย์ตามรัฐธรรมนูญ

๔.๑ มาตรา ๘ แห่งรัฐธรรมนูญบัญญัติว่า "องค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใด ๆ มิได้"

ดังนั้น บรรดากฏหมาย พระราชหัตถเลขาพระบรมราชโองการใด ๆ อันเกี่ยวกับราชการแผ่นดิน ต้องมีผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการทุกครั้งไป

อนึ่งจากบทบัญญัติมาตรา ๘ นี้เองประมวลกฏหมายอาญาจึงบัญญัติความผิดเกี่ยวกับการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพไว้ในมาตรา ๑๑๒ ว่า

"ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี"

สำหรับการกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ที่รัฐธรมนูญฯ มาตรา ๘ บัญญัติว่าจะกระทำมิได้นั้นมาจากหลักสากลที่ว่า "พระมหา-กษัตริย์กระทำผิดมิได้" (The King can do no wrong) อนึ่ง นอกจากจะฟ้องร้องพระมหากษัตริย์มิได้แล้ว แต่เดิมประเทศไทยถือหลักเคร่งครัดว่าการฟ้องข้าราชการสัญญาบัตรเป็นคดีอาญาก็ต้องได้รับพระบรมราชานุญาตเสียก่อนศาลจึงจะรับคดีไว้พิจารณา เพราะถือว่าข้าราชการกระทำในนามของพระองค์ด้วย แต่ต่อมาในสมัยพระบามสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวได้มีการเปลี่ยนแปลงโดยประกาศเรื่องข้าราชการสัญญาบัตรต้องหาเป็นจำเลยในคดีอาญา ประกาศเมื่อวันที่ ๒๓ มิถุนายน ๒๔๖๕ มีข้อความว่า

"มีพระบรมราชโองการดำรัสเหนือเกล้าฯ ให้ประกาศทราบทั่วกันว่า ข้าราชการสัญญาบัตรต้องหาในคดีอาญาศาลต้องขอพระบรมราชานุญาตก่อนที่จะได้รับคดีไว้พิจารณา ฤาสั่งกักขังตัวจำเลยนั้น บัดนี้ทรงมีพระราชดำรัสเห็นว่า ในเวลานี้จำนวนข้าราชการชั้นสัญญาบัตรเพิ่มพูนขึ้นเป็นอันมากถึงเวลาที่จะเปลี่ยนแปลงระเบียบการให้สะดวกแก่ทางการของศาล แต่นี้ต่อไปให้ถือเป็นระเบียบดังนี้ คือ..."

๔.๒ สถานะอื่น ๆ ของพระมหากษัตริย์ตามรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ เช่น พระมหากษัตริย์ทางเป็นพุทธมามกะและทรงเป็นอัครศาสนูปถัมภก (มาตรา ๙) พระมหากษัตริย์ ทรงดำรงตำแหน่งจอมทัพไทย (มาตรา ๑๐)

๔.๓ การใช้พระราชอำนาจอื่น ๆ รัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ ได้บัญญัติว่า พระมหากษัตริย์ทรงใช้พระราชอำนาจอื่น ๆ อีกหลายประการซึ่งถือว่าเป็นการถวายพระเกียรติแด่พระองค์ด้วย เช่น พระราชอำนาจที่จะสถาปนาฐานันดรศักดิ์และพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ (มาตรา ๑๑) พระราชอำนาจในการเลือกและแต่งตั้งคณะองคมนตรี (มาตรา ๑๒) การแต่งตั้งและการ ให้ข้าราชการในพระองค์และสมุหราชองค์รักษ์พ้นจากตำแหน่งให้เป็นไปตามพระราชอัธยาศัย (มาตรา ๑๗)

๔.๔ พระราชอำนาจในการพระราชทานอภัยโทษรัฐธรรมนูญฯ ๒๕๔๐ มาตรา ๒๒๕ บัญญัติว่า

"พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการพระราชทานอภัยโทษ"

การอภัยโทษในคดีอาญานั้น ในทางกฏหมายถือว่าเป็นอำนาจของฝ่ายบริหารและให้เป็นอำนาจของประมุขของรัฐ เช่น พระมหากษัตริย์หรือประธานาธิบดี สำหรับประเทศไทยมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข รัฐธรรมนูญฯ จึงบัญญัติให้เป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์

สำหรับขั้นตอนการพระราชทานอภัยโทษนั้น บัญญัติไว้ในประมวลกฏหมายวิธีพิจารณาความอาญา ๒๕๙ - ๒๖๑ ทวิ ซึ่งมีทั้งการพระราชทานอภัยโทษเป็นรายบุคคล (มาตรา ๒๕๙ - ๒๖๑) หรือเป็นการทั่วไปโดยการตราเป็นพระราชกฤษฎีกา (มาตรา ๒๖๑ ทวิ) ฯลฯ

ที่กล่าวมาข้างต้นนี้เป็นตัวอย่างของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช ๒๕๔๐ ที่ได้บัญญัติรับรองสถาบันของพระมหากษัตริย์ไทยในฐานะพระประมุขของประเทศตั้งแต่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. ๒๔๗๕ เป็นต้นมา และถือว่าสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นสถาบันที่สำคัญที่สุดของประเทศ ดังนี้ รัฐธรรมนูญ ทุกฉบับจึงได้บัญญัติถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ไว้ในอันดับแรกของรัฐธรรมนูญ อย่างไรก็ดีบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญเป็นเพียงพระราชอำนาจทางกฏหมายแต่พระมหากษัตริย์ไทยทรงมีพระราชอำนาจที่สำคัญยิ่งกว่ารัฐธรรมนูญนั่นก็คือ พระราชอำนาจทางสังคม (Royal Social Power) ทั้งนี้ สืบเนื่องมาจากความผูกพันทางจิตใจที่ประชาชนได้มีความเคารพศรัทธาและจงรักภักดีต่อองค์พระมหากษัตริย์และสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างแน่นแฟ้นและสูงสุดมาช้านานตั้งแต่เริ่มมีการก่อตั้งประเทศมาหลายร้อยปีซึ่งเป็น เรื่องที่ไม่อาจหาประเทศใด ๆ ที่ปกครองในระบอบประชาธิปไตยโดยมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุขมาเทียบเคียงกับประเทศไทยได้เลย นับเป็นสิ่งที่ประชาชนคนไทยควรมีความภาคภูมิใจในสิ่งนี้เป็นอย่างยิ่ง

แหล่งข้อมูล

เว็บไซด์กรมประชาสัมพันธ์




เข้าชม๓,๖๒๔ครั้ง