ศาสนาในสยามประเทศ ตอนที่ ๑

ปรับปรุงโดย:  ศิตาลี วันจันทร์ที่  ๒๒  พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๙

แหลมสุวรรณภูมิ ได้เป็นศูนย์กลางการค้าของอินเดียและจีน แต่อารยธรรมอินเดียมีอิทธิพลต่อวิถีชีวิตและการวางรากฐานทางวัฒนธรรมของผู้คนในเอเชียอาคเนย์มากกว่าอารยธรรมจีน ประชาชนในพื้นที่แม้จะรับเอาอารยธรรมต่างๆที่หลั่งไหลเข้ามา แต่ก็นำมาประยุกต์รวมกับอารยธรรมท้องถิ่นที่ตัวเองมีอยู่ จนกลายเป็นดินแดนแห่งอารยธรรมผสมผสาน

นอกจากอิทธิพลของศาสนาพราหมณ์แล้ว ศาสนาพุทธก็ได้แพร่ขยายเข้ามาสู่ดินแดนสุวรรณภูมิด้วยเช่นกัน (ถ้ายึดถือตามหนังสือมหาวงศ์แล้วอาจจะกำหนดได้ว่า ศาสนาพุทธเข้ามาสู่ดินแดนนี้ในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช คือช่วง พ.ศ.๒๗๕-๓๑๐ อย่างไรก็ตามมีนักโบราณคดีบางท่านให้ความเห็นว่า พุทธศาสนาเข้าสู่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หลังสมัยพระเจ้าอโศก)

พุทธศาสนาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แบ่งออกเป็น ๒ นิกาย คือ นิกาย เถรวาท หรือ หินยาน เป็นนิกายซึ่งนับถือปฏิบัติตามแบบแผนเดิม และ นิกาย อาจริยวาท หรือ มหายาน ซึ่งเป็นนิกายที่ดัดแปลงปรับปรุงขึ้นใหม่ ในกรณีของดินแดนสยาม การนับถือนิกายเถรวาทจะปฏิบัติอยู่ทางตอนกลางและตอนบนของประเทศ ส่วนดินแดนตอนล่างจะนับถือปฏิบัติตามนิกายอาจริยวาทซึ่งเจริญรุ่งเรืองมากในสมัยศรีวิชัย

แต่ในทางปฏิบัติจริงๆแล้ว พุทธศาสนิกชนในดินแดนสยามประเทศนับถือพุทธศาสนาที่มีลักษณะผสมผสานระหว่างแนวความคิดของนิกายเถรวาท อาจริยวาท และรวมทั้งพิธีกรรมของศาสนาพราหมณ์เข้าด้วยกันตลอดมา

พุทธศตวรรษที่ ๑๒-๑๖ (ประมาณ พ.ศ. ๑๑๐๐-๑๖๐๐) สมัยอาณาจักรทวาราวดี ซึ่งมีอาณาเขตประมาณจากราชบุรี ถึงพิษณุโลก มีนครปฐมเป็นเมืองหลวง ได้มีการส่งสมณทูตเข้ามาเผยแผ่พระธรรมในแผ่นดินสยามอีก และนักประวัติศาสตร์เชื่อว่า พระปฐมเจดีย์คือเจดีย์แห่งแรกในประเทศไทย ครานั้นพระพุทธศาสนาได้ตั้งมั่น จวบกระทั่งอาณาจักรทวาราวดีเสื่อมไป

พุทธศตวรรษที่ ๑๓-๑๘ (ประมาณ พ.ศ.๑๒๐๐-๑๘๐๐) สมัยอาณาจักรศรีวิชัย ซึ่งเชื่อกันว่า ศูนย์กลางของอาณาจักรอยู่ที่อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้มีการรับอิทธิพลทางด้านศาสนาทั้งพราหมณ์และพุทธฝ่ายหินยานและมหายานเข้ามาในยุคนั้น โดยเฉพาะนิกายมหายานมีความเจริญรุ่งเรืองมาก ดังที่ได้พบประติมากรรมสำริดรูปพระโพธิสัตว์ปางต่างๆ เช่นนางดารา นางปัญญาบารมี ส่วนศาสนาพราหมณ์ที่รับเข้ามานั้นจะเน้นเรื่องการปกครอง แต่การรับอิทธิพลวัฒนธรรมอินเดียก็มิได้รับมาทั้งหมด หากแต่นำมาปรับให้เข้ากับของเดิมที่มีอยู่

พุทธศตวรรษที่ ๑๑ (ประมาณ พ.ศ.๑๐๐๐-๑๑๐๐) พงศาวดารเหนือระบุว่าได้เริ่มสร้างเมืองละโว้ (ลพบุรี) ขึ้น โดยพระยากาฬวรรณดิศ แต่เมื่อพิจารณาที่ตั้งของอาณาจักรแล้วละโว้อาจเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรทวาราวดีก็เป็นได้ เนื่องจากหลักฐานข้อมูลเกี่ยวกับศิลปกรรมของทวาราวดีครอบคลุมไปถึงแถบเมืองนครสวรรค์

พุทธศตวรรษที่ ๑๖-๑๘ (ประมาณ พ.ศ.๑๕๐๐-๑๘๐๐) การขยายอำนาจของขอมแผ่ขยายเข้ามายังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคตะวันออก จนถึงบริเวณลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ละโว้ได้รับรูปแบบศิลปขอม และรับการปกครองระบบกษัตริย์แบบเทวาธิราช ประชาชนนับถือศาสนาพุทธนิกายมหายานรวมทั้งศาสนาพราหมณ์ เป็นยุคที่ขอมเรืองอำนาจมาก

พุทธศตวรรษที่ ๑๗-๒๑ อาณาจักรเชียงแสน มีอาณาเขตอยู่ทางภาคเหนือ จาก ๑๒ปันนา ถึงหริภุญชัย นับถือศาสนาพุทธนิกายหินยาน จากอินเดียสมัยราชวงศ์ปาละโดยผ่านเข้ามาทางประเทศพม่า แม้กระนั้นก็ถูกขอมเข้าตีและยึดอำนาจครอบครอง

พุทธศตวรรษที่ ๑๘-๒๐ อาณาจักรสุโขทัย ตั้งอยู่บริเวณตอนเหนือของลุ่มน้ำเจ้าพระยา คือพื้นที่ตอนบนของภาคกลาง ราวปี พ.ศ ๑๘๐๐ พ่อขุนบางกลางท่าวกับพ่อขุนผาเมืองได้ร่วมกันโจมตีขอม ได้เมืองหน้าด่านสุโขทัยคืนมาจากอำนาจขอม พ่อขุนบางกลางท่าวหรือพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ เป็นกษัตริย์ต้นราชวงศ์ พระร่วงทรงสถาปนากรุงสุโขทัยเป็นราชธานี โดยใช้ระบบการปกครองเยี่ยงบิดาปกครองบุตร ทรงพยายามปลดแอกจากอิทธิพลขอม ด้านการศาสนาได้มีการอัญเชิญพุทธศาสนา ลัทธิลังกาวงศ์จากเมืองนครศรีธรรมราชมาปลูกฝัง ทะนุบำรุงให้เจริญรุ่งเรือง มีการฟังเทศน์ ฟังธรรม รักษาศีล ทำบุญ ทำทาน สร้างวัด กระทั่งมีความเจริญรุ่งเรืองแพร่หลายไปทั่วทุกภาคของเมืองไทยจนกลายเป็นศาสนาประจำชาติของคนไทยตั้งแต่นั้นมา โดยมีความเจริญรุ่งเรืองควบคู่ไปกับงานศิลปกรรมที่มีเอกลักษณ์เป็นของตนเอง เช่นภาพเขียนลายเส้นที่วัดศรีชุม ภาพลายเส้นบนรอยพระพุทธบาทที่ทำด้วยสำริด รูปหล่อสำริด รูปปูนปั้นต่างๆ

อาณาจักรอยุธยา เริ่มต้นเมื่อพระเจ้าอู่ทอง หรือสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ ทรงสร้างกรุงศรีอยุธยาขึ้นเมื่อ พ.ศ.๑๘๙๓ กระทั่งเสียกรุงแก่พม่า เมื่อปี พ.ศ.๒๓๑๐ เป็นอาณาจักรที่มีความอุดมสมบูรณ์ เป็นศูนย์กลางทางการค้ากับต่างประเทศ ทั้งทางเอชีย และยุโรป จึงมีชาวต่างชาติเข้ามาตั้งชุมชนอยู่ไม่น้อย เป็นอาณาจักรที่มีความเข้มแข็ง สามารถรวบรวมดินแดนต่างๆ รวมทั้งอาณาจักรสุโขทัย ไว้ในครอบครองได้ และในบางครั้งสามารถครอบครองอาณาจักรขอมเอาไว้ได้ด้วย นับว่าเป็นสมัยที่ประเทศสยามมีอาณาเขตแผ่กว้างไปมากที่สุด ในสมัยนี้ได้กลับมารับรูปแบบการปกครองของอินเดียโดยผ่านทางเขมร โดยวางรูปแบบการปกครองแบบเทวราชา เช่นเดียวกับกษัตริย์เขมร แต่ได้นำศาสนาพุทธเข้ามาผสมผสาน โดยถือว่ากษัตริย์เป็นทั้งเทวดาและพระโพธิสัตว์อีกด้วย กษัตริย์ทุกพระองค์ ทรงเป็นเอกอัครศาสนูปถัมภก หลายพระองค์ทรงผนวช ได้สร้างประเพณีพุทธศาสนาแบบผสมผสานกับศาสนาพราหมณ์ไว้มาก และได้สืบทอดต่อถึงกาลปัจจุบันด้วยเช่นกัน

รัตนโกสินทร์ พ.ศ.๒๓๒๕ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกได้ทรงสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์เป็นราชธานี หลังจากสิ้นสมัยของพระเจ้าตากสินแห่งกรุงธนบุรีซึ่งมีระยะเวลาอยู่ ประมาณ ๑๕ ปี กรุงเทพจึงเป็นศูนย์กลางของราชอาณาจักรไทยจวบปัจจุบันสมัย ศิลปวัฒนธรรมและการศาสนาได้รับการฟื้นฟูอย่างจริงจัง มีการรับความเจริญก้าวหน้าจากทางตะวันตกเข้ามาพัฒนาประเทศ รวมทั้งปฏิรูปการปกครองและสังคมให้ทัดเทียมนานาชาติอีกด้วย

แหล่งข้อมูล

อโศกมหาราชและข้อเขียนคนละเรื่องเดียวกัน, กรุณา-เรืองอุไร กุศลาสัย.
ตามรอยบาทพระศาสดา, ไพโรจน์ คุ้มไพโรจน.์
มรดกสยาม, อรุณ เวชสุวรรณ.
อารยะธรรมโลก (HI103), ภาควิชาประวัติศาสตร์, คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง.
โบราณคดีเบื้องต้น,รองศาสตราจารย์ปรีชา กาญจนาคม, ภาควิชาโบราณคดี คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร.

หน้า 12



เข้าชม๖,๓๖๕ครั้ง