วันภาษาไทยแห่งชาติ...

ปรับปรุงโดย:  หัตถาบูรพา วันจันทร์ที่  ๓  กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๙

๒๙ กรกฎาคม: วันรำลึกและร่วมสืบสานมรดกวัฒนธรรมอันล้ำค่าของไทย

ภาษาเป็นวัฒนธรรมที่สำคัญที่สุดของชาติ เพราะภาษาเป็นสื่อให้ติดต่อกัน และทำให้วัฒนธรรมอื่นๆเจริญขึ้น อีกทั้งยังเป็นศูนย์กลางยึดคนทั้งชาติ ดังข้อความพระราชนิพนธ์ตอนหนึ่งในเรื่อง "ความเป็นชาติโดยแท้จริง" ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ ที่ว่า...

"ภาษา เป็น เครื่องผูกพันมนุษย์ต่อมนุษย์แน่นแฟ้นยิ่งกว่าสิ่งอื่น และไม่มีสิ่งไรที่จะทำให้คนรู้สึกเป็นพวกเดียวกัน หรือแน่นอนยิ่งไปกว่าพูดภาษาเดียวกัน รัฐบาลทั้งปวงย่อมรู้สึกในข้อนี้อยู่ดี เพราะฉะนั้น รัฐบาลใดที่ต้องปกครองชนต่างชาติต่างภาษา จึงต้องพยายามตั้งโรงเรียน และออกบัญญัติบังคับให้ชนต่างภาษาเรียนภาษาของผู้ปกครอง แต่ความคิดเห็นเช่นนี้มิใช่จะสำเร็จตามปรารถนาของรัฐบาลเสมอก็หามิได้ แต่ถ้ายังจัดการแปลงภาษาไม่สำเร็จอยู่ตราบใด ก็แปลว่า ผู้พูดภาษากับผู้ปกครองนั้นยังไม่เชื่ออยู่ตราบนั้น และยังจะเรียกว่าเป็นชาติเดียวกันกับมหาชนพื้นเมืองไม่ได้อยู่ตราบนั้น ภาษาเป็นสิ่งซึ่งฝังอยู่ในใจมนุษย์แน่นแฟ้นยิ่งกว่าสิ่งอื่น "

จากพระราชนิพนธ์ข้างต้น เราจะเห็นได้ว่า "ภาษา" นอกจากจะเป็นเครื่องมือในการสื่อสารแล้ว ยังเป็นสิ่งบ่งบอกถึง "ความเป็นชาติเดียวกัน" ของคนในสังคม เช่นเดียวกับคนไทยเราแม้จะต่างเผ่าพันธุ์ ต่างเชื้อชาติ ต่างท้องถิ่น หรือต่างศาสนา แต่เมื่อใดก็ตามที่เราต่างพูด "ภาษาไทย" เราย่อมรู้สึกได้ทันทีถึงความเป็นพวกเดียวกัน ความเป็นชาติเดียวกัน ดังนั้น "ภาษา" จึงเป็นสิ่งที่จะร้อยรัด และ ผูกพันคนในชาติให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชของเรา ทรงพระราชสมภพ และใช้ชีวิตเมื่อทรงพระเยาว์ในต่างประเทศ เรียกได้ว่าแทบจะไม่มีโอกาสใช้ภาษาไทยเลย ซึ่งม.ล.ทวีสันต์ ลดาวัลย์ ได้เล่าว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเริ่มศึกษาภาษาไทยเมื่อทรงเจริญวัยแล้วคือ เมื่อพระชนมพรรษาราว ๑๓-๑๔ พรรษา และทรงได้ศึกษาภาษาไทยบ้างเล็กน้อยจากพระอาจารย์ที่ไปถวายพระอักษรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และเมื่อรัชกาลที่ ๘ เสด็จนิวัติพระนครครั้งสุดท้าย จึงได้ทรงศึกษาภาษาไทยอย่างจริงจัง ด้วยทรงถือว่าภาษาไทยเป็นภาษาที่สำคัญที่สุดของคนไทย และด้วยพระวิริยะอุตสาหะ ประกอบกับทรงสนพระราชหฤทัยเป็นอย่างยิ่ง จึงทรงศึกษาได้รวดเร็ว ซึ่งพระปรีชาสามารถของพระองค์ท่านในด้านภาษาไทยก็เป็นที่ประจักษ์แก่พวกเราชาวไทยตลอดมา

ในหนังสือ "วันภาษาไทยแห่งชาติ ประจำปี ๒๕๔๗" ของ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม ได้กล่าวถึงความเป็นมาของวันภาษาไทยแห่งชาติ พอสรุปได้ว่า ประเทศไทยมีภาษาไทยเป็นภาษาประจำชาติ และเป็นเอกลักษณ์ที่สำคัญอย่างหนึ่งของชาติ ซึ่งสมควรจะได้รับการทำนุบำรุงส่งเสริมและอนุรักษ์ไว้ให้ยั่งยืนตลอดไป อย่างไรก็ตาม ในยุคปัจจุบันวิชาการและเทคโนโลยีได้ก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดเทคนิคใหม่ๆในการติดต่อสื่อสาร ซึ่งเน้นความสะดวกและรวดเร็วเพิ่มขึ้นเป็นพิเศษ ภาษาไทยซึ่งเป็นสื่อกลางในการติดต่อและผูกพันกับการดำรงชีวิตประจำวันของคนไทยก็ได้รับผลกระทบจากอิทธิพลความเจริญก้าวหน้าดังกล่าวด้วย ทำให้ภาษาไทยที่ใช้ในปัจจุบันทั้งภาษาพูดและภาษาเขียน ได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างน่าวิตกยิ่ง สภาพการณ์เช่นนี้ หากไม่เร่งหาทางแก้ไข ป้องกันเสียแต่เนิ่นๆ นับวันภาษาไทยก็จะยิ่งเสื่อมลง เป็นผลเสียต่อเอกลักษณ์และคุณค่าของภาษาไทยเป็นอย่างมาก ดังนั้น คณะกรรมการรณรงค์เพื่อภาษาไทย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจึงได้เสนอให้รัฐบาลไทยจัดตั้ง "วันภาษาไทย" ขึ้น

เพื่อช่วยกระตุ้นและปลุกจิตสำนึกให้คนไทยทั้งชาติได้ตระหนักถึงคุณค่า และความสำคัญของภาษาไทยตลอดจนร่วมมือกันทำนุบำรุง ส่งเสริมและอนุรักษ์เอกลักษณ์ของภาษาไทยให้คงอยู่คู่ชาติไทยตลอดไป โดยเห็นควรกำหนดให้วันที่ ๒๙ กรกฎาคมของทุกปี เป็น "วันภาษาไทยแห่งชาติ" เนื่องด้วยตรงกับวันที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ได้ทรงเสด็จฯไปเป็นประธานและทรงร่วมอภิปรายกับผู้ทรงคุณวุฒิในการประชุมทางวิชาการของชุมนุมภาษาไทย คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ ๒๙ กรกฎาคม ๒๕๐๕ ทรงเปิดอภิปรายในหัวข้อ "การใช้ภาษาไทยในปัจจุบัน" ทรงดำเนินการอภิปรายและทรงสรุปการอภิปรายอย่างดีเยี่ยม แสดงถึงพระปรีชาสามารถและความสนพระราชหฤทัยห่วงใยในภาษาไทยเป็นที่ประทับใจผู้เข้าร่วมการประชุมครั้งนั้นเป็นอย่างยิ่ง และนับเป็นครั้งแรกและครั้งเดียวในประวัติศาสตร์ของวงการภาษาไทย ที่ได้รับพระราชทานพระมหากรุณาธิคุณดังกล่าว

ดังนั้น คณะรัฐมนตรีจึงได้มีมติเมื่อวันที่ ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๔๒ อันเป็นปีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชทรงเจริญพระชนมายุครบ ๖ รอบ กำหนดให้วันที่ ๒๙ กรกฎาคมของทุกปีเป็น "วันภาษาไทยแห่งชาติ" ตามที่ทบวงมหาวิทยาลัยเสนอ เพื่อเฉลิมพระเกียรติและสนองพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่านในด้านภาษาไทย รวมทั้งเพื่อกระตุ้นให้สถาบันการศึกษา องค์กร หน่วยงานต่างทั้งภาครัฐ เอกชนและประชาชนชาวไทย ได้ตระหนักในความสำคัญของภาษาไทย และร่วมใจกันใช้ภาษาไทยอย่างถูกต้อง และรักษาภาษาไทยอันเป็นภาษาประจำชาติไว้ให้งดงามยั่งยืนตลอดไป

กระแสพระราชดำรัสเกี่ยวกับภาษาไทยในครั้งนั้น มีความบางส่วนว่า...

"ภาษาไทยนั้นเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งของชาติ ภาษาทั้งหลายเป็นเครื่องมือมนุษย์ชนิดหนึ่ง คือ เป็นทางสำหรับแสดงความคิดเห็นอย่างหนึ่ง เป็นสิ่งที่สวยงามอย่างหนึ่ง เช่น ในทางวรรณคดี เป็นต้น ฉะนั้น จึงจำเป็นต้องรักษาเอาไว้ไห้ดี...............เราโชคดีที่มีภาษาของตนเองมาแต่โบราณกาล จึงสมควรอย่างยิ่งที่จะรักษาไว้ ปัญหาเฉพาะในด้านรักษาภาษานี้ก็มีหลายประการ อย่างหนึ่งต้องรักษาให้บริสุทธิ์ในทางออกเสียง คือให้ออกเสียงให้ถูกต้องชัดเจน อีกอย่างต้องรักษาให้บริสุทธิ์ในวิธีใช้ หมายความว่าวิธีใช้คำมาประกอบเป็นประโยค นับเป็นปัญหาที่สำคัญ ปัญหาที่สามคือความร่ำรวยในคำของภาษาไทย ซึ่งพวกเรานึกว่าไม่ร่ำรวยพอ จึงต้องมีการบัญญัติใหม่มาใช้.....สำหรับคำใหม่ที่ตั้งขึ้นมีความจำเป็นในทางวิชาการไม่ใช่น้อย แต่บางคำที่ง่ายๆก็ควรจะมี ควรจะใช้คำเก่าๆที่เรามีอยู่แล้ว ไม่ควรจะมาตั้งศัพท์ใหม่ให้ยุ่งยาก... "

นอกจากนี้ยังได้มีพระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่นิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเมื่อวันที่ ๙กรกฎาคม ๒๕๑๒ ความว่า

"ในปัจจุบันนี้ปรากฏว่า ได้มีการใช้คำออกจะฟุ่มเฟือย และไม่ตรงกับความหมายอันแท้จริงอยู่เนืองๆ ทั้งออกเสียงก็ไม่ถูกต้องตามอักขรวิธี ถ้าปล่อยให้เป็นไปดังนี้ ภาษาของเราก็มีแต่จะทรุดโทรม ชาติไทยเรามีภาษาของเราใช้เองเป็นสิ่งอันประเสริฐอยู่แล้ว เป็นมรดกอันมีค่าตกทอดมาถึงเราทุกคน จึงมีหน้าที่จะตัองรักษาไว้ ฉะนั้น จึงขอให้บรรดานิสิตและบัณฑิต ตลอดจนครูบาอาจารย์ได้ช่วยกันรักษาและส่งเสริมภาษา ซึ่งเป็นอุปกรณ์และหลักประกันเพื่อความเจริญวัฒนาของประเทศชาติ "

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นแบบอย่างของผู้ที่ใช้ภาษาไทยที่ดี ซึ่งเราจะเห็นได้จากพระราชดำรัสหรือพระบรมราโชวาทที่พระราชทานในโอกาสต่างๆ และพระราชดำรัสข้างต้น แม้จะทรงพระราชทานไว้เมื่อหลายปีมาแล้ว แต่ก็ยังเป็นปัญหาที่เรายังพบเห็นกันอยู่ในปัจจุบัน และนับวันก็ดูเหมือนจะเพิ่มมากขึ้น จริงอยู่ ภาษามีชีวิต และมีวิวัฒนาการตามยุคตามสมัย และในอดีตที่ผ่านมาเราก็มีการหยิบยืมคำจากภาษาอื่นมาใช้ แต่อย่าลืมว่าเราก็ได้มีการปรับเปลี่ยนจนเกิดความกลมกลืนกลายเป็นภาษาของเราไปในที่สุด ศจ.พันตรีหญิงคุณหญิงผะอบ โปษะกฤษณะได้เขียนถึงลักษณะเฉพาะของภาษาไทยที่แตกต่างจากภาษาอื่นว่ามีหลายประการ เช่น ภาษาไทยมีตัวอักษรเป็นของตนเอง

ซึ่งน่าภาคภูมิใจยิ่ง เพราะบางชาติแม้มีภาษาของตนใช้ แต่ก็ต้องยืมตัวอักษรจากชาติอื่น ภาษาไทยแท้จะมีพยางค์เดียวและสะกดตามมาตรา คำๆเดียวมีความหมายได้หลายอย่าง นอกจากนี้ภาษาไทยยังเป็นภาษาดนตรี มีจังหวะและความคล้องจองกัน มีการเปลี่ยนระดับเสียงของคำด้วยวรรณยุกต์ ทำให้ภาษาไทยสามารถเลียนเสียงธรรมชาติและสำเนียงของทุกภาษาได้อย่างใกล้เคียงมากกว่าชาติอื่น เป็นต้น

ดังนั้น จึงกล่าวได้ว่า คนไทยเราโชคดีที่มีภาษาของเราเอง และยังมีตัวอักษรไทยเป็นตัวอักษรประจำชาติ เป็นมรดกอันล้ำค่าที่บรรพบุรุษเราได้สร้างไว้ให้ เป็นเครื่องหมายแสดงให้เห็นว่าไทยเราเป็นชาติที่มีวัฒนธรรมสูงส่งมาแต่โบราณ ถึงจะมีภาษาและตัวอักษรของตนเองใช้ เราคนไทยซึ่งเป็นเจ้าของภาษาไทยจึงควรจะได้ภาคภูมิใจ และควรตระหนักว่า "ภาษาไทย" สำคัญกว่าภาษาอื่นเพราะเป็นภาษาของชาติ เป็นภาษาที่เราต้องใช้ชั่วชีวิต

และในโอกาส "วันภาษาไทยแห่งชาติ" ที่ ๒๙ กรกฎาคม ศกนี้ กลุ่มประชาสัมพันธ์ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม จึงขอเชิญให้ประชาชนชาวไทย รวมทั้งหน่วยงาน สถาบันต่างๆได้ร่วมกันอนุรักษ์ และสืบทอดระเบียบแบบแผนและความงดงามของภาษาของเราให้คงอยู่เป็นสมบัติของชาติและอนุชนรุ่นหลังต่อไป

แหล่งข้อมูล




เข้าชม๑,๖๘๙ครั้ง