การปกครอง เศรษฐกิจ และสังคม สมัยสุโขทัย ตอนที่ ๕

ปรับปรุงโดย:  ศิตาลี วันพุธที่  ๕  กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๙

สังคมสุโขทัยเป็นสังคมที่มีชนชั้น เดิมนักประวัติศาสตร์เชื่อกันว่าสังคมสุโขทัยไม่มีทาส แต่จากการศึกษาในปัจจุบัน มีการวิเคราะห์ตีความกันว่าสังคมสุโขทัยเป็นสังคมที่มีทาสอยู่ก่อน แล้วสังคมสุโขทัยได้รับแบบอย่างระบบทาสจากขอมมาใช้ด้วยเช่นเดียวกับกรุงศรีอยุธยา ชนชั้นในสมัยนั้นจึงแบ่งได้ดังนี้

๑. ชนชั้นผู้นำ ประกอบด้วยประมุข พระบรมวงศานุวงส์ และพระสงฆ์
๒. ชนชั้นผู้บริหาร ได้แก่ผู้ร่วมบริหารบ้านเมือง ในศิลาจารึกใช้คำว่า ลูกขุน ขุนและลูกเจ้าลูกขุน
๓. สามัญชนหรือไพร่
๔. ทาส

ชนชั้นผู้นำ

ประมุขและพระบรมวงศานุวงศ์

สมัยสุโขทัยมีความเชื่อในเรื่องกษัตริย์เป็นเทพอวตารลงมาในโลกมนุษย์ ๒ ลักษณะคือ เป็นพระอินทร์และพระราม โดยได้รับอิทธิพลจากอินเดียถ่ายทอดมาจากขอม ดังจะเห็นได้ว่าพระนามของกษัตริย์ในตอนแรกจะมีคำว่า อินทร์อยู่ด้วย เช่น พ่อขุนศรีอินทราทิตย์และกมรเต็งอัญศรีอินทาบดินทราทิตย์ (พ่อขุนผาเมืองเจ้าเมืองราด) เป็นต้น ต่อมาพระนามกษัตริย์ได้พัฒนาจากอินทร์มาเป็นราม คือพระนารายณ์อวตารมาปราบมาร ดังเช่นที่พ่อขุนศรีอินทราทิตย์ตั้งชื่อพระโอรสว่า ขุนรามคำแหง และต่อมาเมื่อครองราชย์แล้วทรงมีพระนามว่า พระบาทกมรเต็งอัญศรีรามราช และยังมีพญากำแหงพระราม (โอรสของพ่อขุนผาเมือง) พระหริรามเทพ (โอรสของพญากำแหงพระราม ภายหลังได้บวชเป็นสังฆราชามีฉายาว่า พระมหาเถรศรีศรัทธาราชจุฬามณีศรีรัตนลังกาทวีปมหาสวามีเป็นเจ้า ผู้ให้ทำจารึกวัดศรีชุม)

ต่อมาความเชื่อเปลี่ยนแปรไปอีก เมื่อกษัตริย์สุโขทัยนับถือศาสนาพุทธนิกายหินยานตามแบบลังกา จึงทรงปรารถนาเป็นธรรมิกราชาหรือพระมหาธรรมราชา ดังศิลาจารึกหลักที่ ๔ ได้กล่าวพระนามพระมหาธรรมราชาที่ ๑ (พญาลิไท) ว่าพระบาทกมรเต็งอัญศรีสุริยพงษ์รามมหาธรรมราชาธิราช เป็นการเรียกนามพระมหากษัตริย์ผู้ทรงธรรมและเป็นการเปลี่ยนฐานะกษัตริย์จากผู้ทำสงครามปราบปรามและขยายอาณาเขตมาเป็นผู้ปฏิบัติพระองค์เป็นธรรมิกราชา ช่วงแรกความสัมพันธ์ระหว่างชนชั้นผู้นำคือประมุขกับชนชั้นบริหาร เป็นไปอย่างใกล้ชิด ไม่มีพิธีการดังจะเห็นได้จากศิลาจารึกหลักที่ ๑ ที่พ่อขุนรามคำแหงทรงว่าราชการความว่า " ผิใช่วันสวดธรรม พ่อขุนรามคำแหง เจ้าเมืองศรีสัชนาลัยสุโขทัย ขึ้นนั่งเหนือขะดารหินให้ฝูงท่วยลูกเจ้าลูกขุน ฝูงท่วยถือบ้านถือเมืองกัน " นั้น หลังรัชกาลพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ความเชื่อเกี่ยวกับฐานะของพระมหากษัตริย์ได้แปรเปลี่ยนไปดังกล่าวแล้ว ที่พระมหากษัตริย์เป็นผู้ทรงธรรมและมีฐานะสูงกว่าเดิม ดังนั้นความสัมพันธ์ระหว่างพระมหากษัตริย์กับชนชั้นผู้บริหารและประชาชนจึงได้เปลี่ยนไปด้วย มีขนบธรรมเนียมพิธีการเข้ามาใช้อย่างมากจนกษัตริย์เหมือนกับเทพ ความสัมพันธ์แบบพ่อกับลูกจึงเสื่อมสลายไป

พระสงฆ์

ศาสนาเป็นสถาบันที่สำคัญในสังคมเพราะประชาชนหันเข้าหาศาสนาเพื่อแก้ปัญหาทุกประเภท เช่น โรคภัยไข้เจ็บ ภัยธรรมชาติ ปรั๙ญาทางศาสนาช่วยอธิบายความไม่เท่าเทียมกันของมนุษย์ในโลก ช่วยผ่อนคลายความตึงเครียด ความทุกข์โศก ขณะเดียวกันตัวแทนของศาสนาคือพระ ก็เป็นบุคคลซึ่งประชาชชนยึดถือว่าเป็นผู้ที่จะช่วยแก้ปัญหาต่างๆให้ได้ ความเชื่อว่าพระเป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์ มีอำนาจพิเศษจะช่วยบำบัดทุกข์ให้กับประชาชน เป็นสิ่งที่ช่วยส่งเสริมสถานะภาพของพระในสังคมให้สูงขึ้น ตำแหน่งคณะสงฆ์ในสมัยสุโขทัยตามศิลาจารึก มี สังฆราช ปู่ครู หรือพระครูมหาเถระ และเถระ สังฆราชเป็นตำแหน่งสังฆนายกชั้นสูงสุด เมืองใหญ่เมืองหนึ่งมีพระสังฆราชเป็นสังฆนายกของสังฆบริษัทตลอดเขตเมืองนั้น ปู่ครูหรือพระครูเป็นตำแหน่งรองลงมาจากสังฆราช ในเมืองใหญ่จะมีปู่ครูหลายองค์ ถ้าเป็นเมืองเล็กตำแหน่งทางคณะสงฆ์ที่สูงสุดคือตำแหน่งปู่ครู ส่วนตำแหน่งมหาเถระที่กล่าวในศิลาจารึก หมายถึงพระภิกษุซึ่งมีพรรษาอายุสูงและคุณธรรมความรู้ในทางพระศาสนาสูง ส่วนตำแหน่งเถระหมายถึงพระภิกษุทั่วๆไป ตำแหน่งในสถาบันการปกครองและตำแหน่งในคณะสงฆ์เทียบได้ดังนี้ ตำแหน่งในหัวเมืองชั้นในและหัวเมืองชั้นนอก เมื่อเทียบกับตำแหน่งทางสงฆ์

  • เจ้าเมืองใหญ่ เทียบกับ สังฆราช
  • เจ้าเมืองเล็ก เทียบกับ ปู่ครูหรือพระครู
  • ประชาชน เทียบกับ มหาเถระและเถระ
  • ในพงศาวดารเหนือได้กล่าวว่าระเบียบการปกครองคณะสงฆ์สมัยกรุงสุโขทัยมีการแบ่งคณะสงฆ์เป็น ๒ คณะ คือ

    ๑. คามวาสี ได้แก่พวกที่ศึกษาเล่าเรียนพระพุทธวจนะในพระไตรปิฎก อยู่ในเมืองเป็นสงฆ์ฝ่ายขวา มีสังฆราช ๑ องค์ พระครู ๓ องค์ มีสมณศักดิ์และราชทินนาม ดังนี้
    พระสังฆราช อยู่วัด มหาธาตุ
    พระครูธรรมไตรโลก อยู่วัด ไทอินทรแก้ว
    พระครูยาโชค อยู่วัดอุทยานใหญ่
    พระครูธรรมเสนา ไม่ปรากฏหลักฐานว่าอยู่วัดไหน
    ๒. อรัญวาสี ได้แก่พวกที่เล่าเรียนในฝ่ายสมถะและวิปัสสนากรรมฐาน อยู่ป่า เป็นสงฆ์ฝ่ายซ้าย มีสมณศักดิ์และราชทินนามเป็นพระครู ๓ องค์ ดังนี้
    พระครูธรรมราชา อยู่วัด ไตรภูมิป่าแก้ว
    พระครูญาณไตรโลก ไม่ปรากฏหลักฐานว่าอยู่วัดไหน
    พระครูญาณสิทธิ์ ไม่ปรากฏหลักฐานว่าอยู่วัดไหน

    ตำแหน่งการปกครองในคณะสงฆ์สมัยนี้ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพสันนิษฐานว่า คงเลียนแบบจากพราหมณ์ แต่พระสงฆ์เป็นผู้สอนธรรมวินัย ไม่ได้รับราชการอย่างพราหมณ์ กษัตริย์จึงยกย่องให้มีฐานะสูงสุด ตั้งให้เป็นสังฆราช ปู่ครู ฯลฯ ลดหลั่นลงมา อาจเอาแบบมาจากลังกา เพราะลังกามีสมณศักดิ์ ๒ ชั้น ชั้นสูงเรียกว่ามหาสวามี อาจเทียบเท่ากับสังฆราชและสวามีอาจเทียบเท่ากับปู่ครู ในศิลาจารึกพระมหาธรรมราชาลิไท กล่าวว่า พ.ศ.๑๙๐๔ โปรดให้ราชบุรุษไปอาราธนาพระมหาสวามีสังฆราชมาจากลังกาทวีป การให้ศักดิ์มหาสวามีกับสังฆราชตรงกันเช่นนี้ ทำให้เห็นว่าตำแหน่งนี้เสมอกัน

    ชนชั้นผู้บริหาร

    ในการบริหารบ้านเมือง ศิลาจารึกหลักที่ ๑ ระบุว่า "ให้ฝูงท่วยลูกเจ้าลูกขุนฝูงท่วยถือบ้านถือเมืองกัน... " ซึ่งอาจหมายความว่าพ่อขุนโปรดให้ประชาชน เจ้านายข้าราชการมีส่วนในการปกครองหรืออาจหมายความว่า การถือบ้านถือเมืองหมายถึงการให้ประชาชนมีส่วนในการปกครองในรูปแบบของการรับสนองพระบรมราชโองการ อาจมีสิทธิ์มีเสียงในการออกความคิดเห็นในการบริหารราชการแผ่นดิน แต่ไม่มีอำนาจในการตัดสิน อำนาจสิทธิ์ขาดในการกำหนดหรือตัดสินใจอยู่ที่พ่อขุนก็ได้

    ลูกเจ้าลูกขุนเป็นชนชั้นบริหาร แต่ถ้าทำผิดจะถูกสอบสวนลงโทษเท่ากับไพร่ฟ้า ดังข้อความว่า "ไพร่ฟ้าลูกเจ้าลูกขุน ผิแลผิดแผกแลกว้างกัน สวนดูแท้แล จึงแล่งความแก่ข้า ด้วยซื่อ บ่เข้าผู้ลักมักผู้ซื่อ " หลังสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราชมีคำที่กำหนดลักษณะคนกลุ่มนี้ชัดเจนขึ้นเช่นจารึกหลักที่ ๒ เรียกขุนยี่ขุนนาง จารึกหลักที่ ๓ มีคำว่า "ฝูงเจ้าขุนพราหมณ์เศรษฐี" หลักที่ ๔ มีคำว่า "อำมาตย์มุขมนตรี" พวกนี้น่าจะเป็นกลุ่มผู้บริหารระดับสูง ส่วนผู้บริหารระดับล่างมีอีกกลุ่มหนึ่ง โดยจารึกหลักที่ ๑๕ มีคำว่า นายพันเทพรักษา นายพันสุริยามาศ ท่านเจ้าขุนหลวงมหาเพียรประญา ยอดท้าวพันเทพรักษา นายไกรเชียร เป็นต้น ชนชั้นผู้บริหารระดับล่างนี้ มีฐานะความเป็นอยู่ค่อนข้างดี เพราะมีที่ดิน ข้ารับใช้ ส่วนภรรยาใช้คำนำหน้าว่า อำแดง เช่นอำแดงคำกอง อำแดงคำแก้ว อำแดงศรีบัวทอง เป็นต้น บุคคลเหล่านี้ได้กัลปนาที่ดิน บ่าวไพร่ ตลอดถึงลูกชายลูกสาวให้เป็นข้ารับใช้พระอาราม คำที่ใช้เรียกลูกชาย ลูกสาว ใช้ว่า แม่หรือพ่อ เช่น แม่เทพ พ่อหน ส่วนบ่าวไพร่ใช้คำว่า อี เช่นอีแก้ว ดังข้อความต่อไปนี้

    ...วันพุธเดือนหก ขึ้นหกค่ำ ขาลนักษัตร สัมฤทธิศก จึงนายพันเทพรักษา อำแดงคำกองและอำแดงศรีบัวทอง ผู้ลูกมีใจศรัทธา กัลปนา อีแก้วข้าและกองดวงหนึ่ง เป็นเงินเจ็ดบาทกับอาราม คนใส่ไว้ให้รักษาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์

    ...วันศุกร์เดือนห้า ขึ้นสิบค่ำ ระกานักษัตร สัปตศก จึงนายไกรเชียรและ อำแดงศรีบัวทอง เมีย นิมนต์พระเทพภิกขุองค์หนึ่ง มหาจัน ภิกขุองค์หนึ่ง มหามงคล ภิกขุองค์หนึ่ง มหานนองค์หนึ่ง สี่พระองค์ จึงนายไกรเชียรและ อำแดงศรีบัวทอง ให้ทำพินัยกรรมนี้ไว้ แม่เทพและพ่อหนลูกให้เป็นข้าอุโบสถ

    สามัญชนหรือไพร่

    สมัยสุโขทัย ไพร่หมายถึงประชาชนหรือกลุ่มคนที่มิใช่ขุนนาง เชื้อพระวงศ์และฝ่ายปกครอง ศิลาจารึกใช้คำที่หมายถึงประชาชนว่า ท่วย คน ไท ลูกบ้านลูกเมือง ไพร่ ไพร่ฟ้า และข้า เป็นต้น ประชาชนกลุ่มนี้นอกจากเป็นทหารยามสงคราม เป็นพลเรือนยามบ้านเมืองสงบแล้ว ยังเป็นหน่วยแรงงานทั้งในด้านเกษตรกรรม และชลประทาน การก่อสร้างถาวรวัตถุ โดยมีมูลนายระดับล่างเป็นผู้ควบคุมแนะนำ

    ไพร่ มีทั้งหญิงและชาย มีทั้งเป็นอิสระชนและข้าของมูลนาย ดังศิลาจารึกหลักที่ ๑๕ ที่กล่าวถึงการบริจากบ่าวไพร่ที่ชื่อ อีแก้วให้เป็นข้ารับใช้พระอาราม ดังนั้นสมัยสุโขทัยจึงมี ข้าพระด้วย ในศิลาจารึกหลักที่ ๓๘ (ศิลาจารึกกฏหมายลักษณะโจร หรือบางแห่งเรียกว่าศิลาจารึก หลักที่ ๗ ก จารึกวัดพระมหาธาตุ-วัดสระศรี) ใช้คำว่า "ข้าชีบาพระ อุปัธยาจารย์"

    ไพร่เป็นกำลังสำคัญที่รัฐต้องควบคุมให้อยู่สังกัด ป้องกันการแย่งตัวหรือลักพาปิดบังซ่อนเร้นไพร่ เอามาเป็นของตนโดยมิชอบ ปรากฏในศิลาจารึกกฏหมายลักษณะโจร สรุปความไว้ว่า ถ้าข้าของใครหนีมาอาศัยบ้านใดโดยที่เจ้าของไม่รู้ ถ้ารู้แล้วให้รีบส่งตัวคืนเจ้าของโดยเร็วที่สุด อีกทั้งลูกขุนมูลนายที่อยู่ตามเมืองต่างๆ เช่น เมืองเชลียง หากข้าในสังกัด หรือข้าพระหนีไปอยู่บ้านอื่น หรือมีคนพามาหลบซ่อนอยู่ ต้องรีบส่งคืนแก่เจ้าของข้า ถ้าเก็บตัวไว้จะถูกลงโทษตามกฏหมาย กฏหมายมีผลใช้บังคับกับทุกคน ไม่มีข้อยกเว้น และจะเพิ่มโทษขึ้นตามกาลเวลา ที่ละเมิด ถ้าละเมิดหลายวันก็ถูกลงโทษปรับมากขึ้น แสดงให้เห็นความสำคัญของไพร่และการควบคุมคนตามระบบไพร่สมัยอาณาจักรสุโขทัย

    ทาส

    จากศิลาจารึกสุโขทัย คำว่า "ไพร่ฟ้าหน้าใส" หมายถึง ทหาร และ "ไพร่ฟ้าข้าไท" หมายถึง ทาส บ้างว่าไม่ใช่ และทาสหนี้สินไม่น่าจะมีในสมัยสุโขทัยตอนต้น เพราะการปกครองแบบพ่อปกครองลูก มีการให้สิทธิแก่ประชาชนในการมีที่ดินทำกิน อีกทั้งกษัตริย์ก็ให้ความใกล้ชิดกับราษฎรเป็นอย่างดี บางท่านกล่าวว่าทาสมีแน่ๆ ที่เห็นชัดคือทาสเชลยศึก

    สังคมสุโขทัย แม้จะมีทาส แต่สังคมสุโขทัยเป็นสังคมที่ประชากรส่วนใหญ่เป็นไพร่คล้ายกับสังคมกรุงศรีอยุธยา เพราะอยู่ใกล้เคียงและร่วมสมัยกัน ไพร่สุโขทัยเกือบจะเป็นกึ่งอิสระชน สามารถทำงานประกอบอาชีพของตนเองได้ มีทรัพย์สินเป็นของตนเองได้บ้าง ใช้เวลาส่วนหนึ่งรับราชการ หรือรับใช้ผู้ปกครอง เช่นถูกเกณฑ์แรงงานไปสร้างวัด ขุดคลอง รบทัพจับศึก สรุปได้ว่าประชากรส่วนใหญ่อยู่ในลักษณะของระบบไพร่ที่ถูกเกณฑ์แรงงาน ต้องขึ้นกับพวกเจ้าพวกขุน เมื่อพวกเจ้าพวกขุนสิ้นชีวิต ไพร่และข้าไททั้งหลายจะถูกโอนเป็นมรดก แก่ลูกของพวกเจ้าพวกขุนเหล่านี้ สังคมสุโขทัยเกี่ยวเนื่องกับระบบเศรษฐกิจ

    โดยระบบไพร่ทาสแสดงให้เห็นว่าระบบเศรษฐกิจสุโขทัยมิได้เป็นระบบเศรษฐกิจของเสรีชน แต่เป็นระบบเศรษฐกิจที่มีชนชั้น มีเจ้า มีไพร่ แสดงถึงลักษณะศักดินา นอกจากนั้นศิลาจารึกสุโขทัยหลักที่ ๒ ด้านที่ ๒ ยังระบุถึงการซื้อคนในตลาดเพื่อปล่อยให้เป็นอิสระ ดังข้อความว่า "เทตลาดซื้อสัตว์ทั้งหลายโปรดอัน เป็นต้นว่า คน อีกแพะ และหมู หมา เป็ดไก่ ทั้งห่านนกหกปลาเนื้อ ฝูงสัตว์ทั้งหลาย " คนในที่นี้อาจเป็นทาสที่เป็นชาวต่างชาติคือเชลยศึกหรืออื่นๆ หรืออาจเป็นชาวสุโขทัยก็ได้

    สังคมดั้งเดิมของชนชาติไทยเป็นสังคมที่ไม่มีทาส แต่ต่อมาเมื่อตั้งเป็นบ้านเมือง และจากเมืองได้พัฒนาเป็นรัฐ หรืออาณาจักรสุโขทัย สังคมได้เปลี่ยนแปลงไปเพราะได่รับอิทธิพลของขอมหรือกัมพูชาและสภาพเหตุการณ์แวดล้อมต่างๆ สังคมไทยจึงมีวิวัฒนาการที่เปลี่ยนแปลง

    สรุปได้ว่าสังคมสุโขทัยเป็นสังคมที่มีชนชั้น แต่จะแบ่งเป็นกี่ชนชั้นย่อมแล้วแต่การจำแนกแจกแจงและการมอง บางท่านอาจมองว่ามี ๒ ชนชั้น คือ "ลูกเจ้าลูกขุนและไพร่ฟ้า" ลูกเจ้าลูกขุนอาจรวมทั้งกษัตริย์เจ้านายเชื้อพระวงศ์และขุนนาง ส่วนไพร่ฟ้าหมายถึงไพร่และทาส ถ้ามี ๒ ชนชั้นเช่นนี้ สังคมของสุโขทัยอาจขาดบุคคลสำคัญไปคือ พระสงฆ์ซึ่งมีบทบาทและสำคัญมาก ต่อการดำรงชีวิตของชาวสุโขทัย วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณีของชาวสุโขทัย ขึ้นอยู่กับพุทธศาสนาแทบทั้งสิ้น พระสงฆ์จึงมีบทบาทสำคัญน่าจะจัดเป็นชนชั้นหนึ่งของสังคมสุโขทัยด้วย

    สังคมระหว่างลูกเจ้าลูกขุนและไพร่ฟ้าแม้จะต่างชั้นกัน แต่มีสิทธิเท่าเทียมกันในสายตาผู้ครองแผ่นดิน เมื่อมีคดีความจะได้รับการพิจารณาโดยเที่ยงตรง ไม่เข้ากับฝ่ายใดและไม่ถือว่าใครมีสิทธิเหนือกว่าใครในความยุติธรรม สถาบันพระมหากษัตริย์แม้จะมีความเชื่อ เรื่องเทวราช แต่มีความเป็นมนุษย์มากกว่าโดยทรงใกล้ชิดกับประชาชนและใช้อำนาจอย่างมนุษย์ ประชาชนมีสิทธิเข้าถึงตัวผู้ปกครองได้ง่าย ตัวอย่างเช่นการสั่นกระดิ่งร้องทุกข์ ชาวสุโขทัยทั้งปวงมีสิทธิเท่าเทียมกัน หลังจากสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช สถานการณ์เปลี่ยนไป เช่น ผู้คนเพิ่มมากขึ้น และอิทธิพลของพุทธศาสนา ทำให้กษัตริย์เปลี่ยนแปลงจากพ่อขุนมาเป็นธรรมราชา แต่การเป็นธรรมราชากลับทำให้สังคมของชาวสุโขทัยใกล้ชิดกับพุทธศาสนายิ่งขึ้น

    แหล่งข้อมูล

    • "ประวัติศาสตร์ไทยฯ", ผู้ช่วยศาสตราจารย์บังอร ปิยะพันธุ์ สถาบันราชภัฏนครปฐม. ข้อมูล
    • "Sukhothai The Dawn of Happiness", Ministry of Education. ภาพ



    เข้าชม๑๔,๓๖๙ครั้ง