การปกครอง เศรษฐกิจ และสังคม สมัยสุโขทัย ตอนที่ ๔

ปรับปรุงโดย:  ศิตาลี วันพุธที่  ๕  กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๙

อาณาจักรสุโขทัยเป็นอาณาจักรเล็กที่เพิ่งก่อตั้งขึ้นมาระยะหลัง ประชาชนจึงมีไม่มาก พื้นฐานทางเศรษฐกิจสมัยสุโขทัยขึ้นอยู่กับการเกษตรกรรม การอุตสาหกรรม นอกจากนั้นยังมีการค้าขายทั้งภายในตัวเมือง เมืองต่อเมือง และการค้าต่างประเทศ

เกษตรกรรม

ประชาชนของอาณาจักรสุโขทัยส่วนใหญ่ ทำนาปลูกข้าว ทำไร่ ทำสวน ทำการประมง ระยะแรกตั้งอาณาจักร ต่างคนเข้าจับจองที่ดินทำกิน แต่คงจะทำได้ไม่มากนัก เพราะหลักฐานทางโบราณคดีปรากฏว่า สถานที่ตั้งของเมืองสุโขทัย ซึ่งเป็นศูนย์กลางของอาณาจักร มีที่ราบอยู่ทางทิศเหนือ ทิศตะวันตก พอจะเป็นที่ทำกินได้ แต่ทางทิศตะวันออกเป็นที่ลุ่มมาก น้ำท่วมเสมอๆ การทำนาในระยะเริ่มตั้งอาณาจักร คงไม่ได้ผลดีนัก แต่เมื่อตั้งบ้านเมืองได้นานพอสมควร กษัตริย์ทรงส่งเสริมทางด้านเกษตรกรรม จึงเกิดความมั่นคงสมบูรณ์ ดังข้อความในศิลาจารึก ดังนี้

ปลูกหมากพร้าว หมากลาง เป็นป่าเป็นดง ให้แผ้วให้ถาง สร้างป่าหมาก ป่าพลู ทั่วเมืองทุกแห่ง หมากม่วงก็หลายในเมืองนี้ หมากขามก็หลายในเมืองนี้.....เบื้องตะวันออกมีป่าหมาก ป่าพลู มีไร่ มีนา มีถิ่นมีฐาน บ้านใหญ่บ้านเล็ก มีป่าม่วง ป่าขาม ดูงามดังแกล้ง....เบื้องตีนนอน มีป่าหมากพร้าว หมากลาง มีไร่ มีนา เบื้องหัวนอนมี สรีดภงค์ มีป่าพร้าว ป่าลาง ป่าม่วง ป่าขาม

แสดงว่ามีการสร้างระบบชลประทานเพื่อการเกษตร การชลประทานเป็นพื้นฐานสำคัญยิ่งสำหรับชุมชนเกษตรกรรม สุโขทัยเป็นเมืองเก่าแก่รับวัฒนธรรมขอมมาผสมผสานให้เข้ากับวัฒนธรรมดั้งเดิม และตัวเมืองสุโขทัยอาจจะสร้างขึ้นให้เหมาะสมกับการจัดระบบนำน้ำมาใช้โดยได้รับแบบอย่าง การสร้างระบบเก็บกักน้ำ ตามแบบของขอมที่เรียกว่า "บาราย" โดยสร้างเป็นอ่างเก็บน้ำหรือทะเลสาบ สำหรับเก็บน้ำฝนไว้ใช้ได้ในฤดูแล้ง และมีเขื่อนดินกั้นน้ำรับเป็นทอดๆ จากบารายมีคลองเล็กๆ ตามทางลาดระบายน้ำไปสู่แหล่งเกษตรกรรม ทำให้เมืองสุโขทัยและบริเวณใกล้เคียง ที่อยู่ค่อนมาทางตะวันตก และด้านใต้ที่ไม่สามารถรับน้ำจากแม่น้ำได้เต็มที่ สามารถมีน้ำใช้จากบารายนี้เอง นอกจากนั้นในศิลาจารึก หลัดที่ ๓ และหลักที่ ๔๙ กล่าวถึงการสร้างฝายทดน้ำ ทำโดยราษฎร เรียกกันปัจจุบันว่า ชลประทานราษฎร์

อุตสาหกรรม

การอุตสาหกรรมที่มีชื่อเสียงของสุโขทัยคือ "เครื่องสังคโลก" มีแหล่งผลิต ๓ แห่ง คือ แห่งแรก "เตาทุเรียง" อยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของเมืองสุโขทัยเก่า มีเนื้อที่ ๕,๐๐๐ ตารางเมตร แห่งที่ ๒ "เตาป่ายาง" อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของศรีสัชนาลัย เนื้อที่ ๕,๕๐๐ ตารางเมตร แห่งที่ ๓ คือ "เตาเกาะน้อย" อยู่ห่างจากแก่งและลำน้ำยม ประมาณ ๕ กิโลเมตร มีเนื้อที่ประมาณ ๑๙๕,๐๐๐ ตารางเมตร

เครื่องสังคโลกของสุโขทัยอาจทำมานานแล้ว ตลอดสมัยสุโขทัยเรืองอำนาจไปจนถึงร่วมสมัยอาณาจักรกรุงศรีอยุธยาด้วย สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นอุตสาหกรรมพื้นบ้านมาก่อนและนิยมสืบกันมาจนเป็นสินค้าออกที่สำคัญ เมื่อกรุงศรีอยุธยาเป็นสถานีการค้า บริเวณนี้อาจมีอิทธิพลขอมอยู่ในระยะแรกๆ ต่อมาเป็นแบบจีนโดยช่างจีน ๒ กลุ่ม ซึ่งมีวิธีการทำเครื่องสังคโลกแตกต่างกัน กลุ่มแรกมาจากมณฑลโฮเปทางตอนเหนือของจีน เข้ามาในสุโขทัย ลักษณะรูปแบบ เครื่องสังคโลกสุโขทัยเป็นรูปแบบของพวกนี้ กลุ่มที่ ๒ มาจากจีเกียง ลักษณะเครื่องสังคโลกเป็นแบบเคลือบเขียวไข่กาหรือ เซลาดอน (Celadon) มาที่เมืองสวรรคโลก จากการที่สุโขทัยได้นับเทคนิคจากช่างจีน จึงทำให้เครื่องสังคโลกมีรูปแบบจีนอย่างมากและมีคุณภาพดีด้วย สามารถส่งขายตลาดโลกได้ โดยเข้าไปแทนสินค้าสังคโลกของจีนที่ขาดแคลนเพราะสงครามกลางเมืองเปลี่ยนราชวงศ์จากราชวงศ์ซ้องเป็นราชวงศ์มองโกลและราชวงศ์เหม็งต่อมา สงครามอันยาวนาน ทำให้จีนไม่สามารถผลิตสินค้าอุตสาหกรรมและไม่สามารถส่งออกได้ สุโขทัยจึงสามารถส่งสินค้าประเภทเครื่องสังคโลกไปขายต่างประเทศได้ อาจจะส่งไปขายผ่านเมืองท่าชายทะเล เช่นเมืองเมาะตะมะซึ่งมีพ่อค้าชาวอินเดีย ชาวอาหรับและชาวเปอร์เซียเดินทางมาพบพ่อค้าตะวันออก ดังนั้นเมืองเมาะตะมะจึงอาจเป็นแหล่งแลกเปลี่ยนสินค้า อีกทางไปทางใต้แถบคาบสมุทรมลายู มีลูกค้าชาวอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์รับซื้อ

การค้าขาย

สมัยอาณาจักรสุโขทัย การค้าขายแบ่งเป็น ๒ ประเภทคือการค้าขายภายในอาณาจักรและการค้าขายต่างประเทศ

การค้าขายภายในอาณาจักร

จากศิลาจารึกทราบว่า การค้าภายในตัวเมืองมีตลาดปสาน อยู่ในย่านชุมชนพลเมืองสุโขทัยค้าขายได้โดยเสรี การมีตลาดเป็นศูนย์กลางการค้า เป็นการกระตุ้นให้พลเมืองผลิตสินค้าต่างๆ มาขาย ทำให้มีรายได้ดี ภาวะความเป็นอยู่ดีขึ้น

การค้าขายระหว่างเมือง ไม่เก็บภาษีอากรผ่านด่าน ดังศิลาจารึกหลักที่ ๑ กล่าวว่า "เจ้าเมืองบ่เอาจกอบในไพร่ลู่ทาง " ไม่มีสินค้าต้องห้ามดังข้อความจารึกว่า "ใครจักใคร ่ค้าช้างค้า ใครจักใคร ่ค้าม้าค้า " มีเส้นทางค้าขายทั้งทางบกและทางน้ำดังจารึกว่า "เพื่อนจูงวัวไปค้า ขี่ม้าไปขาย " และ "ไพร่ฟ้าข้าไท ขี่เรือไปค้า ขี่ม้าไปขาย " มีการค้ากับเมืองนอกอาณาจักรสุโขทัย เช่น เมืองหลวงพระบาง เชียงแสน เชียงใหม่ เป็นต้น

การค้าขายต่างประเทศ

ส่วนใหญ่ค้าเครื่องสังคโลก มีเส้นทาง ๒ ทาง คือ ส่งไปที่ เมืองเมาะตะมะ และส่งไปทางใต้อาจเป็น เมืองนครศรีธรรมราช ลักษณะการส่งออกอาจเป็นแบบ มีคนกลางมารับไป หรือแลกเปลี่ยนในฐานะไมตรีต่อกัน เช่น ที่เมืองนครศรีธรรมราช ทั้งนี้เพราะอาณาจักรสุโขทัย เป็นรัฐชลประทาน ภายในแผ่นดินมิใช่รัฐชายฝั่งทะเล อาชีพและรายได้ส่วนใหญ่จึงได้มาจากผลิตผลทางการเกษตรและสินค้าที่หาได้ยาก มีราคาสูง เช่น ไม้ฝาง ไม้หอม เครื่องยา แร่ธาตุ ถ้ามีการส่งสินค้าไปขายดินแดนโพ้นทะเล ก็หมายความว่าต้องมีรัฐที่เป็นเมืองชายฝั่งทะเลรับไป

การค้าขายกับจีนไม่ปรากฏหลักฐาน ทั้งนี้เพราะจีนมองดินแดนในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ในฐานะเป็นรัฐบรรณาการของจีน ที่จะต้องส่งบรรณาการเรียกว่าระบบบรรณาการ หรือ จิ้มก้อง สุโขทัยก็อยู่ในลักษณะนี้จากหลักฐานจีนบอกไว้ว่า ตั้งแต่ พ.ศ. ๑๘๓๒-๑๘๖๕ อาณาจักรเสียนหรือหลอหูกับจีนได้ส่งทูตไปมาติดต่อกันนับสิบครั้ง แต่มิใช่การติดต่อค้าขาย อีกทั้งพ่อขุนรามคำแหงมหาราชก็มิเคยเสด็จไปเมืองจีน เพื่อนำช่างสังคโลกมาสุโขทัยด้วยเลย

สรุปได้ว่า เศรษฐกิจสมัยสุโขทัยไม่ได้เจริญรุ่งเรืองถึงขนาด ทั้งนี้ด้วยเหตุผลที่ว่า อาณาจักรไม่ใหญ่โตนัก เป็นรัฐชลประทาน ภายในแผ่นดินไม่มีทางออกทะเล ไม่มีเมืองท่าเศรษฐกิจจึงได้จากการเกษตร ที่มีการพัฒนาระบบชลประทานของรัฐเพื่อช่วยการเพาะปลูก ส่วนใหญ่คือข้าว มีทั้งปลูกข้าวแบบนาดำและนาหว่าน มีการทำเหมืองฝายในลักษณะชลประทานราษฎร์ อันเป็นแบบการทำนาของหัวเมืองทางภาคเหนือ การทำท่อน้ำในสุโขทัย ไม่เพียงแต่ชักน้ำมาใช้ ในตระพังโพยสีหรือตระพังเงิน ตระพังทอง ยังใช้ระบายน้ำเข้านาด้วย รายได้ของรัฐได้จากการค้าต่างประเทศบ้างคือเครื่องสังคโลก และได้จากบรรณาการของเมืองที่สวามิภักดิ์ อาจเป็นไปได้ว่า ฐานะเศรษฐกิจปานกลาง จึงทำให้ต้องส่งเสริมการค้าภายในโดยไม่เก็บภาษีผ่านด่านดังปรากฏในศิลาจารึกที่ว่าเจ้าเมืองบ่เอาจกอบในไพร่ลู่ทาง แสดงว่ามีจุดมุ่งหมายเพื่อส่งเสริมฟื้นฟูเศรษฐกิจก็ได้

แหล่งข้อมูล

  • "ประวัติศาสตร์ไทยฯ", ผู้ช่วยศาสตราจารย์บังอร ปิยะพันธุ์ สถาบันราชภัฏนครปฐม. ข้อมูล



เข้าชม๑๔,๑๔๕ครั้ง